Log in or Sign up
ติดต่อลงโฆษณา
[email protected]
หรือโทร. 081-811-1138 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
RacingWeb Community
>
Motorsport Forum
>
Formula 1
>
ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับรถ Formula 1
>
Reply to Thread
Name:
Verification:
Please enable JavaScript to continue.
Loading...
Message:
<p>[QUOTE="TUMKUNG_naraka, post: 769466, member: 31393"]<font size="4"><b>การฝึกซ้อม และ ลงแข่งรอบคัดเลือก (Practice and qualifying)</b></font></p><p><br /></p><p>ในการแข่งขันแต่ละสนาม นักแข่งแต่ละคน จะได้รับอนุญาตให้นำรถลงฝึกซ้อมได้ไม่นับรวมการแข่งขันจริงคนละ 6 ครั้งด้วยกัน แบ่งเป็น ซ้อม 2 ครั้งๆละ 1 ชั่วโมงในวันศุกร์ (ยกเว้น โมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่จะเป็นวันพฤหัสบดี) และซ้อมอีก 2 ครั้งๆละ 45 นาทีในวันเสาร์ บวกกับ 1 รอบคัดเลือกวันเสาร์ และอีก 1 รอบคัดเลือกวันอาทิตย์</p><p><br /></p><p>หากนักแข่งคนใดไม่ต้องการนำลงรถทำการฝึกซ้อม ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกติกาแต่อย่างใด แต่สำหรับรอบคัดเลือกนั้น จะต้องเข้าร่วมทุกคน โดยในรอบคัดเลือกนั้น นักแข่งจะต้องพยายามทำเวลาให้ดีที่สุดในรอบที่เรียกว่า ฟลายอิ้งแล็บ (flying lap) โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะนำ flying lap จากวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ มาใช้ในการจัดลำดับการออกสตาร์ทในวันแข่งจริง</p><p><br /></p><p>สำหรับลำดับการวิ่งในรอบคัดเลือกนั้น จะแตกต่างกันสำหรับวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ โดยวันเสาร์นั้นจะใช้อันดับจากการแข่งขันในสนามก่อนหน้านี้ โดยผู้ทำอันดับดีที่สุดจะได้สิทธิ์ลงทำเวลารอบคัดเลือกก่อน ขณะที่วันอาทิตย์ จะสลับให้ผู้ทำเวลาแย่ที่สุดในวันเสาร์ ได้ลงทดสอบเวลาเป็นคันแรกบ้าง ทั้งนี้ในการแข่งขันรอบคัดเลือก นักแข่งจะโดนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อยๆ โดยแต่ละกลุ่มย่อยจะมีนักแข่งกลุ่มละ 5 คนด้วยกัน</p><p><br /></p><p>กติกายังระบุไว้อีกว่าในการทำเวลารอบคัดเลือกนั้น จะไม่อนุญาตให้มีรถ 2 คันลงทำเวลา flying lap ได้พร้อมกัน นอกจากนี้หากแข่งคนไหนไม่สามารถนำรถออกจากพิตได้เมื่อถึงกำหนด จะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งรอบคัดเลือกในช่วงนั้นทันที</p><p><br /></p><p>สำหรับนักแข่งที่รถมีปัญหาในจังหวะที่อยู่ในช่วง out-lap (ในการวิ่งรอบคัดเลือกจะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันก็คือ in-lap, flying-lap และ out-lap) ให้ถือว่าต้องออกจากการคัดเลือกในช่วงนั้นทันที และนักแข่งคนถัดไปจะนำรถลงสนามได้ก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากเจ้าหน้าที่สนาม </p><p><br /></p><p>ขั้นตอนการออกสตาร์ท (Race start procedure)</p><p>นักแข่งทุกคนและทีมแข่งทุกทีม จะต้องปฏิบัติตามกติการอย่างเคร่งครัดสำหรับขั้นตอนการออกสตาร์ท </p><p><br /></p><p>โดยปกติแล้ว การเตรียมตัวสำหรับการออกสตาร์ทจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งนักแข่งแต่ละคนจะมีโอกาสได้ทดสอบความพร้อมเป็นขั้นสุดท้ายก่อนที่จะนำรถไปประจำตำแหน่งออกสตาร์ทของตัวเอง โดยหากนักแข่งคนไหนต้องการทดสอบรถเพิ่มเติม และจำต้องวิ่งผ่านกลุ่มรถที่อยู่ที่กริด (ตำแหน่งออกสตาร์ท) ให้นักแข่งคนนั้นนำรถวิ่งผ่านพิตเลนทุกครั้ง</p><p><br /></p><p>ก่อนหน้าที่ฟอร์เมชั่น แล็ป จะเริ่มต้นขึ้น พิตเลน จะถูกปิดเป็นเวลา 15 นาที หากนักแข่งคนไหนยังอยู่ในพิตเลน ใหถือว่านักแข่งคนนั้นจะต้องออกสตาร์ทจากพิตเลนแทน </p><p><br /></p><p>10 นาทีก่อนออกสตาร์ทจริง ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยกเว้นเจ้าหน้าที่ทีม, คณะกรรมการจัดการแข่งขัน และ นักแข่ง จะถูกกันออกจากกริดสตาร์ท และขณะที่เหลือเวลาอีก 5 นาทีนั้น รถทุกคันต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการออกสตาร์ท หากรถมีปัญหาเกิดขึ้น ให้นักแข่งนำรถไปต่อท้ายแถว หรือ ให้ออกสตาร์ทจากพิตเลนแทน</p><p><br /></p><p>ขณะที่เหลืออีก 1 นาที รถทุกคันจะต้องติดเครื่องยนต์ให้พร้อม และขณะที่เหลือเวลา 15 วินาทีโดยประมาณก่อนไฟเขียวจะติด ผู้ที่อยู่ในสนามยกเว้นนักแข่งจะต้องออกจากสนาม</p><p><br /></p><p>เสี้ยววินาทีที่ไฟเขียวออกสตาร์ทจะกระพริบนั้น หากนักแข่งคนใดเกิดเหตุสุดวิสัย จะต้องยกมือแจ้งเหตุทันที โดยหลังจากรถทุกคันได้สตาร์ทจากกริดไปแล้ว เจ้าหน้าที่สนามจะรีบนำรถคันดังกล่าวกลับไปที่พิตเลน ในช่วงนี้หากนักแข่งสามารถสตาร์ทรถได้ใหม่ขณะยังไม่เข้าพิต ก็จะได้รับอนุญาตให้แข่งต่อไปได้ทันที </p><p><br /></p><p>ในระหว่างที่อยู่ในฟอร์เมชั่นแล็ปนั้น ห้ามไม่ให้มีการแซงกันเป็นอันขาด เว้นเสียแต่ว่าจะมีรถที่เกิดเหตุขัดข้องเกิดขึ้น รถคันหลังที่ตามมาถึงจะสามารถแซงผ่านไปได้ เช่นเดียวกันหากรถที่เกิดปัญหาสามารถวิ่งต่อไปได้ ก็จะได้รับอนุญาตให้แซงหน้าเพื่อกลับไปอยู่ในตำแหน่งออกจากกริดสตาร์ทตามเดิม</p><p><br /></p><p>เรื่องของสภาพอากาศก็มีผลต่อการออกสตาร์ทเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นหากว่ามีฝนตกเกิดขึ้นก่อนการออกสตาร์ท 5 นาที ทีมแข่งแต่ละทีมก็จะได้เวลาพิเศษ 15 นาทีโดยประมาณเพื่อสำหรับการเปลี่ยนไปใช้ยางที่เหมาะสม </p><p><br /></p><p>หากว่าสภาพอากาศอยู่ในขั้นที่วิกฤติ หรือ เลวร้ายสุดๆ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน อาจจะตัดสินใจยกเลิกขั้นตอนการออกสตาร์ท และอาจตัดสินให้กลับมาออกสตาร์ทกันใหม่หากว่าสภาพอากาศกลับสู่สภาวะปกติ นอกจากนี้ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน อาจจะยอมให้มีการออกสตาร์ทกันโดยมีรถเซฟตี้คาร์วิ่งนำหน้าได้เช่นกัน</p><p><br /></p><p>รถเซฟตี้ คาร์ (Safety car)</p><p>รถเซฟตี้ คาร์นั้น ชื่อของมันก็บอกหน้าที่ และ ความหมายไว้อย่างชัดเจนดีอยู่แล้ว ก็คือมีหน้าที่ช่วยให้สนามแข่งขันอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย และ ปลอดภัยสำหรับการแข่งขันตลอดโปรแกรมการแข่ง ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถเซฟตี้ คาร์ มักจะเป็นอดีตนักแข่งรถที่มากไปด้วยประสบการณ์ โดยบนรถเซฟตี้ คาร์ นี้ จะมีผู้สังเกตุการณ์การแข่งจาก FIA นั่งควบคู่ไปด้วย และ จะทำการรายงานผ่านวิทยุสื่อสารทันทีหากว่ามีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น </p><p><br /></p><p>ทั้งนี้หากมีอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรงเกิดขึ้นถึงกับต้องยกเลิกการแข่งขัน แต่อาจจะดูหนักกว่าการใช้ธงเหลือง รถเซฟตี้ คาร์ ก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในทันที เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้นักแข่งที่อยู่ในสนามชะลอความเร็วของรถลง</p><p><br /></p><p>ในช่วงของฟอร์เมชั่น แล็ป รถเซฟตี้ คาร์ จะวิ่งนำหน้าขบวน โดยรถที่ตามกันมานั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการแซงกัน โดยหากไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น รถเซฟตี้ คาร์ จะส่งสัญญาณพร้อมไปที่ข้างสนาม เพื่อเป็นสัญญาณให้รถที่วิ่งตามหลังกันมาสามารถแซงขึ้นหน้าไปได้</p><p><br /></p><p>นอกจากนี้ หากสภาพอากาศไม่ปกติ รถเซฟตี้ คาร์ จะต้องลงมาวิ่งนำหน้ารถทุกคนในสนาม เช่นเดียวกับที่รอบทุกรอบที่มีรถเซฟตี้ คาร์ วิ่งนำหน้า ให้ถือเป็นการนับรอบโดยปกติ</p><p><br /></p><p>การตรวจสอบ และ ชั่งน้ำหนัก (Scrutineering and weighing)</p><p>รถทุกคันจะต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อดูว่าเป็นไปตามข้อบังคับ และ กติกาที่ตกลงกันไว้หรือเปล่า โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน มีสิทธิ์เรียกตรวจสอบรถทุกคันได้ในทุกช่วงเวลาตามที่ต้องการ</p><p><br /></p><p>โดยปกติแล้ว รถทุกคันจะได้รับการตรวจสอบหลังการประชุมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในวันพฤหัสบดี (อาจจะเป็นวันพุธ หากเป็นรายการ โมนาโก กรังด์ปรีซ์) และในระหว่างที่ทำการตรวจสอบ จะห้ามไม่ให้นำรถออกจากจุดตรวจเพื่อกระทำการอื่นเป็นอันขาด </p><p><br /></p><p>นอกเหนือจากการตรวจสอบ ถอดชิ้นส่วนต่างเช็คดูความเรียบร้อยแล้ว การชั่งน้ำหนัก ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่รถทุกคันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (โดยปกติแล้ว น้ำหนักรถ+น้ำหนักนักแข่งจะอยู่ที่ต่ำสุดไม่น้อยกว่า 600 กิโลกรัม และอาจเพิ่มเป็น 605 กิโลกรัมในช่วงของการวิ่งรอบคัดเลือก)</p><p><br /></p><p>หากรถคันใดมีน้ำหนักต่ำกว่าที่กำหนด ก็อาจจะถูกยกเลิกเวลาในรอบคัดเลือก และอาจจะหนักถึงขั้นให้พ้นจากการแข่งขันในสนามนั้นๆ </p><p><br /></p><p>รถสำรอง และ เครื่องยนต์ (Spare cars and engines)</p><p><br /></p><p>ในกติกาที่ FIA บัญญัติเอาไว้นั้น เขียนไว้อย่างชัดเจนว่านักแข่งแต่ละคน จะมีรถสำหรับการฝึกซ้อม,ทดสอบ,ลงแข่ง ได้คนละไม่เกิน 4 คันโดยทั่วไปแล้วทีมแข่งมักจะนำรถสำรองพ่วงมาด้วย โดยนักแข่งแต่ละคนจะมีรถสำรองของตัวเองคนละ 1 คัน ซึ่งในการจะใช้รถสำรองเหล่านี้ ก็ยังมีข้อบังคับตามมาอีกมากมาย</p><p><br /></p><p>ก่อนหน้าที่จะลงทดสอบเวลารอบคัดเลือกวันแรกนั้น นักแข่งแต่ละคนจำเป็นต้องระบุรถที่จะใช้จริง และ สำรอง รวมทั้งสิ้น 2 คันไว้อย่างชัดเจน</p><p><br /></p><p>หากนักแข่งรายใดจำเป็นต้องนำรถสำรองออกมาใช้หลังจากการวิ่งรอบคัดเลือกผ่านพ้นไปแล้ว นักแข่งรายนั้นจะต้องไปออกสตาร์ทจริงจากพิตเลนแทน </p><p><br /></p><p>และเมื่อการแข่งขันจริงเริ่มต้นไปแล้ว นักแข่งจะไม่สามารถสลับไปใช้รถสำรองได้อีก ไม่ว่าจะในกรณีใดๆก็ตาม</p><p><br /></p><p>ในส่วนของเครื่องยนต์ก็มีข้อบังคับที่ควรรู้ และ ศึกษาไว้เช่นกัน กล่าวคือ นักแข่งทุกคนจะสามารถใช้เครื่องยนต์ได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นสำหรับการแข่งขัน 2 รายการติดต่อกัน หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์จริงๆ และต้องเปลี่ยนก่อนหน้าที่จะมีการวิ่งรอบคัดเลือกวันแรก นักแข่งรายดังกล่าวจะต้องโดนปรับอันดับในการออกสตาร์ทจริงจากเดิมลงไปอีก 10 อันดับ </p><p><br /></p><p>หากนักแข่งรายใด ต้องการเปลี่ยนเครื่องหลังจากการทดสอบเวลาวันแรกผ่านพ้นไปแล้ว นักแข่งรายนั้นจะต้องไปต่อท้ายขบวนโดยอัตโนมัติในการออกสตาร์ทการแข่งขันจริง</p><p><br /></p><p>สำหรับนักแข่งที่ต้องออกจากการแข่งขันกลางคัน นักแข่งรายนั้นจะสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกติกาแต่อย่างใด </p><p><br /></p><p>การยกเลิกการแข่งขันกลางคัน และ การกลับมาแข่งขันต่อหลังเกิดเหตุใดให้ต้องระงับไป (Suspending and resuming a race)</p><p><br /></p><p>หากการแข่งขันจำเป็นต้องยกเลิก หรือ ยุติ เพราะมีอุบัติเหตุหนัก หรือ เพราะสภาพสนามแข่งชำรุดเสียหาย ธงแดงจะถูกโบกสะบัดให้นักแข่งได้รู้ โดยนักแข่งจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการแซงกันได้ในระหว่างที่มีธงแดง ขณะเดียวกันทางออกของพิตเลนจะถูกปิดชั่วคราว </p><p><br /></p><p>ในกรณีที่นักแข่งคนใดพยายามฝ่าฝืนกติกา ด้วยการแซงรถคันอื่นในขณะที่มีธงแดงเกิดขึ้นนั้น นักแข่งรายดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษด้วยกฏ drive-through penalty </p><p><br /></p><p>เมื่อมีธงแดง รถเซฟตี้ คาร์ จะกลับสู่สนาม และ วิ่งน้ำหน้ารถทุกคัน ขณะเดียวกันหากรถคันใดจำเป็นต้องมีการซ่อมแซม หรือ ปรับเปลี่ยนใดๆ เจ้าหน้าที่ทีมจะสามารถลงมาดูแลรถดังกล่าวถึงขอบสนามได้โดยไม่ผิดกติกา แต่ห้ามไม่ให้มีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่เป็นอันขาด</p><p><br /></p><p>อย่างไรก็ดีหากมีรถคันไหนที่บังเอิญอยู่ในพิตพอดีกับจังหวะที่มีธงแดงเกิดขึ้น รถคันนั้นยังสามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ[/QUOTE]</p><p><br /></p>
[QUOTE="TUMKUNG_naraka, post: 769466, member: 31393"][SIZE="4"][B]การฝึกซ้อม และ ลงแข่งรอบคัดเลือก (Practice and qualifying)[/B][/SIZE] ในการแข่งขันแต่ละสนาม นักแข่งแต่ละคน จะได้รับอนุญาตให้นำรถลงฝึกซ้อมได้ไม่นับรวมการแข่งขันจริงคนละ 6 ครั้งด้วยกัน แบ่งเป็น ซ้อม 2 ครั้งๆละ 1 ชั่วโมงในวันศุกร์ (ยกเว้น โมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่จะเป็นวันพฤหัสบดี) และซ้อมอีก 2 ครั้งๆละ 45 นาทีในวันเสาร์ บวกกับ 1 รอบคัดเลือกวันเสาร์ และอีก 1 รอบคัดเลือกวันอาทิตย์ หากนักแข่งคนใดไม่ต้องการนำลงรถทำการฝึกซ้อม ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกติกาแต่อย่างใด แต่สำหรับรอบคัดเลือกนั้น จะต้องเข้าร่วมทุกคน โดยในรอบคัดเลือกนั้น นักแข่งจะต้องพยายามทำเวลาให้ดีที่สุดในรอบที่เรียกว่า ฟลายอิ้งแล็บ (flying lap) โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันจะนำ flying lap จากวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ มาใช้ในการจัดลำดับการออกสตาร์ทในวันแข่งจริง สำหรับลำดับการวิ่งในรอบคัดเลือกนั้น จะแตกต่างกันสำหรับวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ โดยวันเสาร์นั้นจะใช้อันดับจากการแข่งขันในสนามก่อนหน้านี้ โดยผู้ทำอันดับดีที่สุดจะได้สิทธิ์ลงทำเวลารอบคัดเลือกก่อน ขณะที่วันอาทิตย์ จะสลับให้ผู้ทำเวลาแย่ที่สุดในวันเสาร์ ได้ลงทดสอบเวลาเป็นคันแรกบ้าง ทั้งนี้ในการแข่งขันรอบคัดเลือก นักแข่งจะโดนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อยๆ โดยแต่ละกลุ่มย่อยจะมีนักแข่งกลุ่มละ 5 คนด้วยกัน กติกายังระบุไว้อีกว่าในการทำเวลารอบคัดเลือกนั้น จะไม่อนุญาตให้มีรถ 2 คันลงทำเวลา flying lap ได้พร้อมกัน นอกจากนี้หากแข่งคนไหนไม่สามารถนำรถออกจากพิตได้เมื่อถึงกำหนด จะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งรอบคัดเลือกในช่วงนั้นทันที สำหรับนักแข่งที่รถมีปัญหาในจังหวะที่อยู่ในช่วง out-lap (ในการวิ่งรอบคัดเลือกจะถูกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันก็คือ in-lap, flying-lap และ out-lap) ให้ถือว่าต้องออกจากการคัดเลือกในช่วงนั้นทันที และนักแข่งคนถัดไปจะนำรถลงสนามได้ก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากเจ้าหน้าที่สนาม ขั้นตอนการออกสตาร์ท (Race start procedure) นักแข่งทุกคนและทีมแข่งทุกทีม จะต้องปฏิบัติตามกติการอย่างเคร่งครัดสำหรับขั้นตอนการออกสตาร์ท โดยปกติแล้ว การเตรียมตัวสำหรับการออกสตาร์ทจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งนักแข่งแต่ละคนจะมีโอกาสได้ทดสอบความพร้อมเป็นขั้นสุดท้ายก่อนที่จะนำรถไปประจำตำแหน่งออกสตาร์ทของตัวเอง โดยหากนักแข่งคนไหนต้องการทดสอบรถเพิ่มเติม และจำต้องวิ่งผ่านกลุ่มรถที่อยู่ที่กริด (ตำแหน่งออกสตาร์ท) ให้นักแข่งคนนั้นนำรถวิ่งผ่านพิตเลนทุกครั้ง ก่อนหน้าที่ฟอร์เมชั่น แล็ป จะเริ่มต้นขึ้น พิตเลน จะถูกปิดเป็นเวลา 15 นาที หากนักแข่งคนไหนยังอยู่ในพิตเลน ใหถือว่านักแข่งคนนั้นจะต้องออกสตาร์ทจากพิตเลนแทน 10 นาทีก่อนออกสตาร์ทจริง ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยกเว้นเจ้าหน้าที่ทีม, คณะกรรมการจัดการแข่งขัน และ นักแข่ง จะถูกกันออกจากกริดสตาร์ท และขณะที่เหลือเวลาอีก 5 นาทีนั้น รถทุกคันต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการออกสตาร์ท หากรถมีปัญหาเกิดขึ้น ให้นักแข่งนำรถไปต่อท้ายแถว หรือ ให้ออกสตาร์ทจากพิตเลนแทน ขณะที่เหลืออีก 1 นาที รถทุกคันจะต้องติดเครื่องยนต์ให้พร้อม และขณะที่เหลือเวลา 15 วินาทีโดยประมาณก่อนไฟเขียวจะติด ผู้ที่อยู่ในสนามยกเว้นนักแข่งจะต้องออกจากสนาม เสี้ยววินาทีที่ไฟเขียวออกสตาร์ทจะกระพริบนั้น หากนักแข่งคนใดเกิดเหตุสุดวิสัย จะต้องยกมือแจ้งเหตุทันที โดยหลังจากรถทุกคันได้สตาร์ทจากกริดไปแล้ว เจ้าหน้าที่สนามจะรีบนำรถคันดังกล่าวกลับไปที่พิตเลน ในช่วงนี้หากนักแข่งสามารถสตาร์ทรถได้ใหม่ขณะยังไม่เข้าพิต ก็จะได้รับอนุญาตให้แข่งต่อไปได้ทันที ในระหว่างที่อยู่ในฟอร์เมชั่นแล็ปนั้น ห้ามไม่ให้มีการแซงกันเป็นอันขาด เว้นเสียแต่ว่าจะมีรถที่เกิดเหตุขัดข้องเกิดขึ้น รถคันหลังที่ตามมาถึงจะสามารถแซงผ่านไปได้ เช่นเดียวกันหากรถที่เกิดปัญหาสามารถวิ่งต่อไปได้ ก็จะได้รับอนุญาตให้แซงหน้าเพื่อกลับไปอยู่ในตำแหน่งออกจากกริดสตาร์ทตามเดิม เรื่องของสภาพอากาศก็มีผลต่อการออกสตาร์ทเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นหากว่ามีฝนตกเกิดขึ้นก่อนการออกสตาร์ท 5 นาที ทีมแข่งแต่ละทีมก็จะได้เวลาพิเศษ 15 นาทีโดยประมาณเพื่อสำหรับการเปลี่ยนไปใช้ยางที่เหมาะสม หากว่าสภาพอากาศอยู่ในขั้นที่วิกฤติ หรือ เลวร้ายสุดๆ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน อาจจะตัดสินใจยกเลิกขั้นตอนการออกสตาร์ท และอาจตัดสินให้กลับมาออกสตาร์ทกันใหม่หากว่าสภาพอากาศกลับสู่สภาวะปกติ นอกจากนี้ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน อาจจะยอมให้มีการออกสตาร์ทกันโดยมีรถเซฟตี้คาร์วิ่งนำหน้าได้เช่นกัน รถเซฟตี้ คาร์ (Safety car) รถเซฟตี้ คาร์นั้น ชื่อของมันก็บอกหน้าที่ และ ความหมายไว้อย่างชัดเจนดีอยู่แล้ว ก็คือมีหน้าที่ช่วยให้สนามแข่งขันอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย และ ปลอดภัยสำหรับการแข่งขันตลอดโปรแกรมการแข่ง ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถเซฟตี้ คาร์ มักจะเป็นอดีตนักแข่งรถที่มากไปด้วยประสบการณ์ โดยบนรถเซฟตี้ คาร์ นี้ จะมีผู้สังเกตุการณ์การแข่งจาก FIA นั่งควบคู่ไปด้วย และ จะทำการรายงานผ่านวิทยุสื่อสารทันทีหากว่ามีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น ทั้งนี้หากมีอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรงเกิดขึ้นถึงกับต้องยกเลิกการแข่งขัน แต่อาจจะดูหนักกว่าการใช้ธงเหลือง รถเซฟตี้ คาร์ ก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในทันที เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้นักแข่งที่อยู่ในสนามชะลอความเร็วของรถลง ในช่วงของฟอร์เมชั่น แล็ป รถเซฟตี้ คาร์ จะวิ่งนำหน้าขบวน โดยรถที่ตามกันมานั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการแซงกัน โดยหากไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น รถเซฟตี้ คาร์ จะส่งสัญญาณพร้อมไปที่ข้างสนาม เพื่อเป็นสัญญาณให้รถที่วิ่งตามหลังกันมาสามารถแซงขึ้นหน้าไปได้ นอกจากนี้ หากสภาพอากาศไม่ปกติ รถเซฟตี้ คาร์ จะต้องลงมาวิ่งนำหน้ารถทุกคนในสนาม เช่นเดียวกับที่รอบทุกรอบที่มีรถเซฟตี้ คาร์ วิ่งนำหน้า ให้ถือเป็นการนับรอบโดยปกติ การตรวจสอบ และ ชั่งน้ำหนัก (Scrutineering and weighing) รถทุกคันจะต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อดูว่าเป็นไปตามข้อบังคับ และ กติกาที่ตกลงกันไว้หรือเปล่า โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน มีสิทธิ์เรียกตรวจสอบรถทุกคันได้ในทุกช่วงเวลาตามที่ต้องการ โดยปกติแล้ว รถทุกคันจะได้รับการตรวจสอบหลังการประชุมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในวันพฤหัสบดี (อาจจะเป็นวันพุธ หากเป็นรายการ โมนาโก กรังด์ปรีซ์) และในระหว่างที่ทำการตรวจสอบ จะห้ามไม่ให้นำรถออกจากจุดตรวจเพื่อกระทำการอื่นเป็นอันขาด นอกเหนือจากการตรวจสอบ ถอดชิ้นส่วนต่างเช็คดูความเรียบร้อยแล้ว การชั่งน้ำหนัก ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่รถทุกคันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (โดยปกติแล้ว น้ำหนักรถ+น้ำหนักนักแข่งจะอยู่ที่ต่ำสุดไม่น้อยกว่า 600 กิโลกรัม และอาจเพิ่มเป็น 605 กิโลกรัมในช่วงของการวิ่งรอบคัดเลือก) หากรถคันใดมีน้ำหนักต่ำกว่าที่กำหนด ก็อาจจะถูกยกเลิกเวลาในรอบคัดเลือก และอาจจะหนักถึงขั้นให้พ้นจากการแข่งขันในสนามนั้นๆ รถสำรอง และ เครื่องยนต์ (Spare cars and engines) ในกติกาที่ FIA บัญญัติเอาไว้นั้น เขียนไว้อย่างชัดเจนว่านักแข่งแต่ละคน จะมีรถสำหรับการฝึกซ้อม,ทดสอบ,ลงแข่ง ได้คนละไม่เกิน 4 คันโดยทั่วไปแล้วทีมแข่งมักจะนำรถสำรองพ่วงมาด้วย โดยนักแข่งแต่ละคนจะมีรถสำรองของตัวเองคนละ 1 คัน ซึ่งในการจะใช้รถสำรองเหล่านี้ ก็ยังมีข้อบังคับตามมาอีกมากมาย ก่อนหน้าที่จะลงทดสอบเวลารอบคัดเลือกวันแรกนั้น นักแข่งแต่ละคนจำเป็นต้องระบุรถที่จะใช้จริง และ สำรอง รวมทั้งสิ้น 2 คันไว้อย่างชัดเจน หากนักแข่งรายใดจำเป็นต้องนำรถสำรองออกมาใช้หลังจากการวิ่งรอบคัดเลือกผ่านพ้นไปแล้ว นักแข่งรายนั้นจะต้องไปออกสตาร์ทจริงจากพิตเลนแทน และเมื่อการแข่งขันจริงเริ่มต้นไปแล้ว นักแข่งจะไม่สามารถสลับไปใช้รถสำรองได้อีก ไม่ว่าจะในกรณีใดๆก็ตาม ในส่วนของเครื่องยนต์ก็มีข้อบังคับที่ควรรู้ และ ศึกษาไว้เช่นกัน กล่าวคือ นักแข่งทุกคนจะสามารถใช้เครื่องยนต์ได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นสำหรับการแข่งขัน 2 รายการติดต่อกัน หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์จริงๆ และต้องเปลี่ยนก่อนหน้าที่จะมีการวิ่งรอบคัดเลือกวันแรก นักแข่งรายดังกล่าวจะต้องโดนปรับอันดับในการออกสตาร์ทจริงจากเดิมลงไปอีก 10 อันดับ หากนักแข่งรายใด ต้องการเปลี่ยนเครื่องหลังจากการทดสอบเวลาวันแรกผ่านพ้นไปแล้ว นักแข่งรายนั้นจะต้องไปต่อท้ายขบวนโดยอัตโนมัติในการออกสตาร์ทการแข่งขันจริง สำหรับนักแข่งที่ต้องออกจากการแข่งขันกลางคัน นักแข่งรายนั้นจะสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกติกาแต่อย่างใด การยกเลิกการแข่งขันกลางคัน และ การกลับมาแข่งขันต่อหลังเกิดเหตุใดให้ต้องระงับไป (Suspending and resuming a race) หากการแข่งขันจำเป็นต้องยกเลิก หรือ ยุติ เพราะมีอุบัติเหตุหนัก หรือ เพราะสภาพสนามแข่งชำรุดเสียหาย ธงแดงจะถูกโบกสะบัดให้นักแข่งได้รู้ โดยนักแข่งจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการแซงกันได้ในระหว่างที่มีธงแดง ขณะเดียวกันทางออกของพิตเลนจะถูกปิดชั่วคราว ในกรณีที่นักแข่งคนใดพยายามฝ่าฝืนกติกา ด้วยการแซงรถคันอื่นในขณะที่มีธงแดงเกิดขึ้นนั้น นักแข่งรายดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษด้วยกฏ drive-through penalty เมื่อมีธงแดง รถเซฟตี้ คาร์ จะกลับสู่สนาม และ วิ่งน้ำหน้ารถทุกคัน ขณะเดียวกันหากรถคันใดจำเป็นต้องมีการซ่อมแซม หรือ ปรับเปลี่ยนใดๆ เจ้าหน้าที่ทีมจะสามารถลงมาดูแลรถดังกล่าวถึงขอบสนามได้โดยไม่ผิดกติกา แต่ห้ามไม่ให้มีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่เป็นอันขาด อย่างไรก็ดีหากมีรถคันไหนที่บังเอิญอยู่ในพิตพอดีกับจังหวะที่มีธงแดงเกิดขึ้น รถคันนั้นยังสามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ[/QUOTE]
Log in with Facebook
Log in with Twitter
Log in with Google
Your name or email address:
Do you already have an account?
No, create an account now.
Yes, my password is:
Forgot your password?
Stay logged in
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
RacingWeb Community
>
Motorsport Forum
>
Formula 1
>
ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับรถ Formula 1
>
Home
Home
Quick Links
Recent Posts
Recent Activity
Authors
Forums
Forums
Quick Links
Search Forums
Recent Posts
Classifieds
Classifieds
Quick Links
Search Classifieds
Recent Activity
Top Rated Traders
Media
Media
Quick Links
Search Media
New Media
Members
Members
Quick Links
Notable Members
Registered Members
Current Visitors
Recent Activity
New Profile Posts
Menu
Search titles only
Posted by Member:
Separate names with a comma.
Newer Than:
Search this thread only
Search this forum only
Display results as threads
Useful Searches
Recent Posts
More...